ความเข้าใจ

posted on 21 Sep 2009 23:40 by ha-nong

ไม่รู้ว่าวันนี้ฉันอยู่ในอารมณ์แบบไหน  อยู่ดี ๆ ฉันก็นึกถึงความตายขึ้นมา

..ฉันรู้ว่าการคิดถึงความตายไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดเป็นพิเศษ  มันคงไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจกันนัก 

บางครั้งฉันพยายามหักห้ามใจตัวเอง  ย้ำเตือนเสมอว่าคิดถึงความตายไปก็เท่านั้น  ไม่มีวันที่ฉันจะได้พบกับบทสรุปอะไร  จนกว่าจะถึงวันที่ฉัน ... ตาย

       และถ้าถามความเชื่อลึก ๆ ของฉัน  ฉันว่าเมื่อตายไปแล้วคนเราคงไม่รู้สึกรู้สา  คงจะเหมือนการหมดสติที่ไม่มีวันฟื้น  ไม่มีความฝัน  แต่เรื่องของความฝันนี่ฉันไม่ค่อยแน่ใจซักเท่าไหร่    บางครั้งฉันตั้งคำถามเล่น ๆ กับตัวเองว่า   เป็นไปได้ไหมที่ชีวิตของฉันตอนนี้  ที่จริงก็คือความฝันของฉันที่ตายไปแล้ว  หมายความว่า ฉันอยู่ในความฝันของตัวเองที่ปราศจากเรือนร่างและลมหายใจ

     ถ้าใครสักคนนอนหลับสนิทและกำลังฝันอย่างสนุกสนานอยู่  แล้วจู่ ๆ คน ๆ นั้นก็ตายไปโดยไม่รู้ตัว  เป็นไปได้ไหมที่ผู้ตายจะยังฝันต่อ  และไม่ต้องพลัดพรากจากสถานที่แห่งฝันอันรื่นรมย์นั้นตราบกาลนาน  โดยแยกแยะไม่ออกเลยว่าเขาหรือเธอเคยมีชีวิตอยู่ในโลกอีกแห่งหนึ่งมาก่อน  ฉันมักคิดว่า  ทฤษฏีนี้มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว  ฉันไม่อาจล่วงรู้ว่าความฝันของคนอื่นเป็นอย่างไร   รู้แต่เพียงว่าขณะที่ฉันฝัน  ฉันซึมซับความรู้สึกและประสบการณ์อย่างซาบซึ้งพอ ๆ กับที่ฉันรู้สึกในโลกที่เราเรียกกันว่า  โลกแห่งความจริง    บางวันที่ฉันร้องไห้ในความฝัน  ฉันตื่นขึ้นพร้อมน้ำตาที่ยังรินไหล   เปล่า .... ความฝันของฉันไม่ได้โศกเศร้าไปเสียทุกครั้ง  ตรงกันข้าม  ส่วนใหญ่ฉันจะฝันสนุกมหาศาล  จนทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายกับโลกยามตื่นไปเลยล่ะ      แต่หากความฝันเกิดจากการทำงานของสมองจริงดังที่นักวิทยาศาสตร์ว่า  มันคงสลายหายไปพร้อมการหยุดทำงานของร่างกาย  เหมือนโทรทัศน์ที่ถูกปิดไปอย่างกะทันหัน  สัญญาณดับหายทันที โดยไม่มีตอนจบ   คำสอนของปรัชญา บอกไว้ว่า  เอกภพเกิดและดับในตัวเรา  มันเป็นทฤษฏีที่น่าคิด  และจนทุกวันนี้ฉันพบว่ามันเป็นทฤษฏีที่ฉันหวนกลับไปไตร่ตรองอยู่บ่อย ๆ    ในแง่หนึ่งมันอาจเป็นความคิดที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว  คล้ายจะชี้ว่าเราไม่ต้องสนใจอะไรอื่นนอกจากตัวเอง  เพราะเราเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง  แต่อีกแง่หนึ่งมันช่วยให้ฉันผ่อนคลายความจริงจังกับชีวิตและละเลิกความรู้สึกด้านลบต่าง ๆ ออกจากจิตใจได้มาก  อาจเรียกได้ว่ามันช่วยให้ฉันได้รู้จักปลดรู้จักปลง  รู้จักมองชีวิตบนโลกใบนี้เป็นเพียงกลไกเล็ก ๆ ที่มนุษย์ไม่ใช่อิทธิพลยิ่งใหญ่เท่าที่เราคิด     เอกภพเกิดและดับใจตัวเรา  ในความหมายที่ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ที่เรารับรู้  ที่เรารู้สึก  ที่เราสัมผัส  ล้วนเกิดได้เพราะเรามีชีวิตฉันไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวกับโลก   ก่อนหน้า ที่ฉันลืมตาขึ้นมาเห็นมันเป็นครั้งแรก  และถ้าฉันเดาไม่ผิด ความตายก็น่าจะเป็นเช่นนั้น   -  เงียบเชียบ  ว่างโล่ง  และยาวนานอย่างไม่สามารถอธิบายได้  เหมือนช่วงเวลาก่อนที่เราจะกำเนิดขึ้นใจครรภ์ของมารดา    ทฤษฏีนี้ช่วยให้ฉันค่อย ๆ สอนตัวเอง  สอนว่าความตายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติ  และชีวิตจะเป็นไปอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการจัดการกับความรู้สึกภายใน  ไม่ใช่การเพียรพยายามเปลี่ยนคนหรือสิ่งอื่น ๆภายนอก  แน่นอน  ฉันไม่เชื่อว่าเราเลือกรูปแบบของชีวิตของเราเองได้  ฉันยังหัวโบราณและค่อนข้างคล้อยตามความเชื่อในพรหมลิขิตอยู่บ้าง  เชื่อว่าการดำเนินของโลกและเอกภพเป็นกลไกกำหนดที่เกิดตามความต้องเป็น  ไม่ใช่ตามที่เราบังคับให้มันเป็น          ฉันพบว่าคนเราโดยมากเป็นทุกข์เพราะไม่พอใจกับสิ่งอื่น ๆ ที่อยู่นอกขอบเขตของตัวเอง  ไม่พอใจคนรอบข้าง ไม่พอใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  ไม่พอใจกับการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  และในที่สุด  สิ่งที่คนพยายามจะทำก็คือเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นให้สนองกับความต้องการของตน  ให้เป็นไปตามอุดมคติ ตามุมมอง ตามความเชื่ออันเกิดจากความงมงายส่วนตัว       สิ่งที่ฉันได้ทดลอง  และพบว่าได้ผลดีกว่าการเปลี่ยนคนอื่น  ก็คือการเปลี่ยนตัวเอง อาจจะยากกว่า  เพราะหลายครั้งฉันพบว่าฉันนั่นเองคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด  แต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ฉันสามารถทำได้ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา  ก็ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น  สงบขึ้นมาก  นี่คือสิ่งที่ฉันพิสูจน์แล้ว  แต่แนพยายามจะไม่ยัดเยียดบทพิสูจน์ของฉันให้คนอื่นเชื่อหรือปฏิบัติตาม 

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก